เที่ยวซิดนีย์ SYDNEY ออสเตรเลีย
|
"ดินแดนดาวน์อันเดอร์
(Down Under)"
หนึ่งใรชื่อเล่นของออสเตรเลีย(Australia) ด้วยภูมิศาสตร์ที่อยู่ล่างสุดของแผนที่โลก
ดินแดนแห่งความหลากหลายและธรรมชาติสุดมหัศจรรย์หากจะพูดถึงประเทศที่เป็นทั้งทวีปและเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อของ "ออสเตรเลีย" จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ประเทศนี้ไม่ได้มีดีแค่จิงโจ้หรือโคอาล่า แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่รวมเอาไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง (Cosmopolitan) เข้ากับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติไว้อย่างน่าทึ่ง มีที่เที่ยวทั้งธรรมชาติที่ชาวออสซี่นั้นอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ และที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลายให้เราได้สัมผัสกัน รวมถึงอาหารการกินที่มีแทบจะทุกอย่างบนโลกนี้ให้ได้เลือกใส่ท้อง มาดูกันว่าออสเตรเลียนั้นอะไรน่าสนใจบ้าง
เริ่มด้วยซิดนีย์(Sydney) หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ซิดนีย์ (Sydney) คือเมืองหลวง แต่จริงๆ แล้วเมืองหลวงของออสเตรเลียคือ แคนเบอร์รา (Canberra) จะอยู่ระหว่างซิดนีย์กับเมลเบิร์น

|
|
Sydney Opera House
Sydney Opera House ไม่ใช่แค่โรงละครธรรมดา แต่เป็นแลนด์มาร์คระดับโลก ถ้าหอไอเฟลคือสัญลักษณ์ของปารีส Sydney Opera House ก็คือหัวใจของออสเตรเลีย! อาคารรูปทรงคล้าย "ใบเรือ" หรือ "เปลือกหอย" นี้ไม่ได้มีดีแค่ภายนอก แต่เบื้องหลังความสง่างามนี้มีเรื่องราวที่น่าทึ่งซ่อนอยู่ จอน อุตซอน (Jørn Utzon) สถาปนิกชาวเดนมาร์ก ชนะการประกวดแบบจากผู้สมัครกว่า 233 คน ที่ตอนแรกนั้นแบบของ จอน อุตซอน นั้นถูกคัดออกไปแล้ว แต่กรรมการคนนึงได้เลือกกลับเข้ามาใหม่จนชนะในที่สุด


ผิวสีขาวนวลที่เราเห็น จริงๆ แล้วปูด้วยกระเบื้องเซรามิกกว่า 1,056,006 แผ่น สั่งทำพิเศษจากสวีเดน ซึ่งออกแบบมาให้ทำความสะอาดตัวเองได้เมื่อฝนตก


เริ่มสร้างเมื่องปี 1959 แล้วเสร็จในปี 1973 ในปี 2026 นี้ Opera House จะมีอายุกว่า 53 ปี !!! อายุครึ่งร้อยแล้ว แต่ดีไซน์นั้นยังดูลำสมัยอยู่มากๆ
Opera House ต่างเวลา


ยามค่ำบริเวณด้านล่างของ Opera House นั้นจะมีบาร์และร้านอาหารให้บริการ สำหรับนั่งชิล เครื่องดื่มราคาไม่ได้แรงเวอร์สำหรับแลนด์มาร์กระดับโลกแบบนี้ จะอยู่ที่ 10-20 AUD


โปรเจกต์นี้ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 14 ปี (จากเดิมกะไว้ 4 ปี) และใช้งบประมาณสูงถึง 102 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (จากงบเดิมแค่ 7 ล้าน!) ภายในมีฮอลล์แสดงหลายห้อง ห้องที่ใหญ่ที่สุด (Concert Hall) สามารถจุคนได้กว่า 2,600 คน และมีออร์แกนแบบท่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย!

มองจากมุมไหนก็สวย

|
|
ในอ่าวนี้จะเรียกว่า Sydney Harbour สามารถเดินชมอ่าวซิดนีย์ได้รอบ โดยจะมองเห็นทั้ง Opera House ย่าน Circular Quay และสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์ (Harbour Bridge)



|
|
Sydney Harbour Bridge
สถานที่ต่อมาซึ่งอยู่ใกล้กับ Sydney Opera House คือ Sydney Harbour Bridge เรียกได้ว่าถ้ามอง Opera House ก็จะเห็นสะพาน Harbour Bridge ด้วย

The Coathanger" ยักษ์ใหญ่เหล็กกล้าแห่งซิดนีย์
ชาวออสซี่เรียกสะพานนี้อย่างติดตลกว่า "The Coathanger" (ไม้แขวนเสื้อ) เพราะรูปทรงโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ภายใต้ฉายาขี้เล่นนี้ คือหนึ่งในวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20

สะพานนี้ไม่ได้เชื่อมด้วยการเชื่อมไฟฟ้าแบบสมัยใหม่ แต่ใช้ "หมุดย้ำ" (Rivets) กว่า 6 ล้านตัวยึดเหล็กเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดถูกตอกด้วยมือ!

นอกจากนั้นและสะพานนี้ยังถูกออกแบบว่าให้รองรับการขยายตัวตามสภาพอากาศ ในวันที่ร้อนจัด เหล็กของสะพานสามารถขยายตัวจนทำให้ยอดโค้งของสะพานสูงขึ้นได้ถึง 18 เซนติเมตร เลยทีเดียว

เริ่มสร้างในปี 1924 และเปิดใช้งานในปี 1932 ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เพื่อสร้างงานให้กับผู้คนนับพัน ใช้เวลากว่า 8 ปีในการสร้าง

สะพานนี้ไม่ใช่แค่สำหรับให้รถวิ่งเท่านั้น แต่มีทั้งทางรถไฟ ทางเดินเท้า และทางจักรยาน รวมแล้วมีถึง 8 เลนรถยนต์!

เดินเท้าข้ามสะพานจากฝั่ง The Rocks ไปยัง Milsons Point (ระยะทางประมาณ 1.1 กม.) ใช้เวลา 15-20 นาที ได้รับลมสบายๆ และยังสามารถชมวิวของอ่าวซิดนีย์ได้

สำหรับสาย Adventure จะมีกิจ BridgeClimb (ท้าทายความสูง) กิจกรรมยอดฮิตคือการปีนขึ้นไปบนยอดโค้งของสะพาน ที่จะได้เห็นวิวเมืองซิดนีย์แบบ 360 องศา บนความสูง 134 เมตร (แนะนำรอบพระอาทิตย์ตกดิน...ที่จะสวยลืมหายใจ!)

New Year’s Eve สะพานแห่งนี้คือ "พระเอก" ของงานเคาท์ดาวน์ระดับโลก เพราะเป็นจุดที่ใช้จุดพลุไฟสุดอลังการที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก และเป็นเมืองแรกๆ ที่จะเข้าสู่ปีใหม่ก่อนใคร

|
|
มาต่อกันที่จุด(เคย)ลับ แต่ตอนนี้ไม่ลับเท่าไหร่แล้วสำหรับชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยแห่งหนึ่งของซิดนีย์
OBSERVATORY HILL
Observatory Hill: จุดชมวิว(เคย)ลับหลักล้าน...ที่ฟรี!!!

ถ้าเบื่อความวุ่นวายที่ Circular Quay แต่อยากได้วิวสะพาน Harbour Bridge แบบพาโนรามา พร้อมพระอาทิตย์ตกดินที่โรแมนติกที่สุดในเมือง ต้องที่นี่เลย Observatory Hill (หอดูดาว)ในย่าน The Rocks




นอกจากวิวสะพาน Harbour Bridge แล้วยังสามารถมองวิวได้แบบ 360 ของเมืองซิดนีย์ได้อีกด้วย


นั่งเล่นพักผ่อน กินลมชมวิวได้อย่างดีเลย

|
|
Australian Museum
พิพิธภัณฑ์ที่รวมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว และที่สำคัญ.. เข้าชมฟรี (ตั้งอยู่ใจกลางซิดนีย์ เยื้องๆ กับ Hyde Park) ภายในแบ่งเป็น 4 ส่วนด้วยกัน


First Peoples (Garrigarrang) เรียนรู้ประวัติศาสตร์ 60,000 ปีของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) และชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส ผ่านโบราณวัตถุและงานศิลปะที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของเจ้าของดินแดนดึกดำบรรพ์นี้



Wild Planet ตื่นตากับสัตว์สตัฟฟ์กว่า 400 สปีชีส์จากทั่วทุกมุมโลก จัดแสดงในห้องโถงสูงตระหง่าน เดินดูเพลินๆ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในสารคดี National Geographic



Dinosaurs Exhibition โซนยอดฮิตที่รวบรวมฟอสซิลไดโนเสาร์ขนาดมหึมา รวมถึงสายพันธุ์ที่เคยอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจริงๆ



|
|
Birkenhead Point Brand Outlet
สำหรับสายช้อปปิ้งที่มาซิดนีย์ ถ้าร้านแถว QVB นั้นราคาสูงไป แนะนำที่นี่เลย ที่รวบรวมแบรนด์ดังกว่า 120 แบรนด์ ทั้งสายลักชูและสายสปอร์ต เช่น Bally, Coach, Michael Kors, Armani, Nike, Adidas, Tommy Hilfiger และแบรนด์ยอดฮิตของออสซี่อย่าง Cotton On หรือ Peter Alexander รวมถึงร้านวิตามินขึ้นชื่อของออสเตรเลียอย่าง Chemist Warehouse ช้อปที่นี่ค่อนข้างใหญ่กว่าในตัวเมืองและมีสินค้ามากมาย




|
|
BLUE MOUNTAIN
หนีวุ่นวายไปกอดไอหมอกสีน้ำเงินแห่งออสเตรเลีย เหตุที่ได้ชื่อว่า"ภูเขาสีน้ำเงิน" Blue Mountain เพราะที่นี่เต็มไปด้วยต้นยูคาลิปตัสที่ระเหยน้ำมันออกมาคลุมหุบเขา เมื่อเจอแสงแดดส่องกระทบจึงกลายเป็นไอสีฟ้าหม่นๆ สุดโรแมนติก! ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองซิดนีย์ที่วุ่นวายเพียง 2 ชั่วโมง แต่เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง

The Three Sisters (Echo Point)
แลนด์มาร์คอันดับหนึ่ง! หินสามก้อนตระหง่านกลางหุบเขา Jamison Valley ที่มาพร้อมตำนานความรักต้องห้ามของสาวงามชาวอะบอริจิน 3 พี่น้อง เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยที่สุดโดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น

ตามตำนานหินสามดรุณี (The Legend of The Three Sisters)
ที่กล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพี่น้องสาวงาม 3 คน แห่งเผ่า Katoomba (ชื่อเมืองของที่ตั้ง Blue Mountain)ชื่อว่า 'Meehni', 'Wimlah' และ 'Gunnedoo' พวกเธอตกหลุมรักกับชายหนุ่ม 3 พี่น้องจากเผ่า Nepean แต่ตามกฎของเผ่าอันเข้มงวดในสมัยนั้น การแต่งงานข้ามเผ่าถือเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง ฝ่ายชายไม่ยอมรับคำตัดสิน พวกเขาจึงพยายามใช้กำลังเพื่อแย่งชิงตัวหญิงสาวทั้งสาม จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามนองเลือดระหว่างสองเผ่าพันธุ์ ในระหว่างที่การต่อสู้กำลังดุเดือด พ่อมด (Witch Doctor) แห่งเผ่า Katoomba เกรงว่าหญิงสาวทั้งสามจะได้รับอันตรายหรือถูกศัตรูชิงตัวไป เขาจึงตัดสินใจใช้ "ไม้เท้าวิเศษ" เสกให้พวกเธอ กลายเป็นหิน ชั่วคราว เพื่อซ่อนพวกเธอไว้จากสงคราม โดยตั้งใจว่าเมื่อสงครามจบลงจะเสกกลับให้เป็นมนุษย์ดังเดิม แต่โชคร้ายกลับเกิดขึ้น! ในระหว่างการสู้รบ พ่อมดถูกฆ่าตายในสงคราม และไม่มีใครรู้ว่าเขาทำไม้เท้าวิเศษหล่นหายไปที่ไหน เมื่อไม่มีพ่อมดและไม้เท้า พี่น้องทั้งสามจึงต้องติดอยู่ในร่างของ เสาหินยักษ์ 3 ต้น ตระหง่านอยู่ริมหน้าผาแห่งนั้นตลอดกาล เพื่อเฝ้ามองหุบเขาและเตือนใจคนรุ่นหลังถึงโศกนาฏกรรมแห่งความรักนี้ ที่เป็นตำนานเล่าขานกันสืบมา
ที่ Blue Mountain นี้ร้านอาหารหนึ่งที่อยากจะแนะนำ คือ ECHOES Restaurant


ที่ร้านอาหารนั้นยังเป็นจุดชมวิวที่สวยมากของ Blue Mountain


นอกจากวิวที่สวยแล้ว อาหารนั้นก็เลิศรสอีกด้วย

Scenic World: ตะลุย 4 รางวัลระดับโลก กลางป่าดึกดำบรรพ์ Blue Mountains


ใครบอกว่ามาภูเขาต้องเดินเหนื่อยอย่างเดียว? ที่ Scenic World เขาจัดเต็มเทคโนโลยีที่จะพาคุณดิ่งลงเหว ลอยฟ้า และเดินชมป่าแบบไม่ต้องเสียเหงื่อสักหยด!
4 ไฮไลท์ของที่ Scenic World
1.Scenic Cableway กระเช้าที่ใหญ่และอลังการที่สุด กระเช้าขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ พาเราลงสู่หุบเขา Jamison Valley วิวแบบพาโนรามา 360 องศา เห็นหน้าผาหินทรายและป่าสีน้ำเงินกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา



2.Scenic Walkway ทางเดินไม้ท่ามกลางป่าดึกดำบรรพ์ หลังจากลงรถไฟหรือกระเช้ามาด้านล่าง คุณจะได้เดินบนสะพานไม้ระยะทาง 2.4 กม. (เลือกเดินระยะสั้นได้) สูดอากาศบริสุทธิ์ ชมต้นเฟิร์นยักษ์และร่องรอยเหมืองถ่านหินเก่าแก่ บรรยากาศเงียบสงบและเย็นสบายตลอดปี



3.Scenic Railway รถไฟที่ชันที่สุดในโลก! เตรียมตัวเกร็งหน้าท้อง! เพราะรถไฟขบวนนี้จะพาคุณดิ่งลงหน้าผาด้วยความชันถึง 52 องศา



ณ จุดนี้สามารถชมเขาสามอนงค์ Three Sisters ได้อย่างชักเจน (ถ้าไม่มีหมอกบัง)



4.Scenic Skyway กระเช้าพื้นกระจกใสลอยฟ้า ที่ลอยอยู่กลางอากาศที่ความสูง 270 เมตร เหนือพื้นดิน ตรงกลางกระเช้าเป็นพื้นกระจกที่จะค่อยๆ ใสขึ้นให้เราเห็นเหวด้านล่าง! มองเห็นน้ำตก Katoomba Falls และ Three Sisters (หินสามอนงค์)




|
|
Bondi Beach
สวรรค์หาดทรายขาว และไลฟ์สไตล์สุดชิคแห่งซิดนีย์

Bondi (อ่านว่า บอน-ได) มาจากภาษาอะบอริจินที่แปลว่า "เสียงน้ำกระทบหิน" ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเสน่ห์ของที่นี่คือคลื่นแรงสะใจสายเซิร์ฟ และบรรยากาศความสนุกสนานที่มีให้สัมผัสตลอดทั้งปี เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองไปทางตะวันออกเพียง 7-10 กิโลเมตร โดดเด่นด้วยหาดทรายขาวรูปพระจันทร์เสี้ยวโค้งยาวกว่า 1 กิโลเมตร น้ำทะเลสีฟ้าใส เป็นจุดหมายยอดนิยมตลอดทั้งปีสำหรับนักโต้คลื่น ผู้รักแสงแดด และการพักผ่อนหย่อนใจ


Bondi to Coogee Coastal Walk เส้นทางเดินเลียบหน้าผาที่สวยจนลืมเหนื่อย ระยะทางประมาณ 6 กม. คุณจะได้เห็นวิวอ่าวเล็กๆ หน้าผาหินทราย และน้ำทะเลสีครามเข้มตลอดทาง แนะนำให้เดินช่วงเช้าหรือเย็น แสงจะสวยมา




Bondi Icebergs Club สระว่ายน้ำริมทะเลที่ "ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในโลก" สระน้ำเค็มสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา โดยมีคลื่นทะเลซัดสาดเข้ามาในสระ เป็นภาพที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์สุดๆ



|
|
Sydney Tower Eye
เช็กอินจุดชมวิวที่สูงที่สุดในซิดนีย์ วิวปัง 360 องศา! ที่นี่คือสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองซิดนีย์ (สูงถึง 309 เมตร) และเป็นจุดชมวิวที่มอบประสบการณ์แบบพาโนรามา

มองจากมุมไหนของซิดนีย์ ก็สามารถมองเห็น Sydney Tower นี้ได้

แนะนำสำหรับท่านที่อยากชมวิวซิดนีย์แบบคุ้มๆ ให้ทานอาหารค่ำที่ SkyFeast ที่จะพิเศษกว่าครั้งไหนๆ จะเป็นร้านอาหารแบบ International Buffet ร้านอาหารจะค่อยๆ หมุนไปอย่างช้าๆ (ใช้เวลาประมาณ 70-80 นาทีต่อรอบ) คุณจะได้เห็นตั้งแต่ Opera House, Harbour Bridge ไปจนถึงความคึกคักของย่าน Darling Harbour ในมุมสูงแบบพาโนรามา แนะนำให้จองก่อนช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน 17.30 น. นั่งทานอาหารไปจะค่อยๆ เห็นพระอาทิตย์เคลื่อนลับขอบฟ้าใกล้ เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแสงไฟในตัวเมืองก็จะทยอยเปิดกันระยิบระยับ



|
|
Darling Harbour
ย่านความสุขริมน้ำสุดคึกคัก จุดเช็กอินที่ไม่ควรพลาดในซิดนีย์ แหล่งรวมความบันเทิงที่ครบทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว! ย่านริมน้ำแห่งนี้เดินเท้าจากใจกลางเมือง (CBD) เพียงไม่กี่นาที แต่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ร้านอาหารวิวหลักล้าน





|
|
SEA LIFE Sydney Aquarium
ผจญภัยโลกใต้ทะเลใจกลางซิดนีย์ กับอุโมงค์ฉลามสุดตระการตาอะควาเรียมระดับโลกแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ย่าน Darling Harbour รวบรวมสัตว์น้ำกว่า 700 สายพันธุ์ และมีสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลมากกว่า 13,000 ตัว ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ใต้พิธีกรรมที่ลึกลับและสวยงาม


Shark Valley (หุบเขาฉลาม): เดินลัดเลาะผ่านอุโมงค์แก้วความยาวกว่า 100 เมตร โดยมีฉลามเสือทราย (Grey Nurse Sharks) และปลากระเบนยักษ์ว่ายข้ามหัวไปมาในระยะประชิด เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่สวยที่สุด






Dugong Island (เกาะพะยูน): พบกับ "Pig" พะยูนหนุ่มสุดใจดี หนึ่งในสัตว์หายากที่หาดูได้ยากมากในอะควาเรียมทั่วโลก ที่นี่มีการจัดแสดงการดูแลและอนุรักษ์พะยูนอย่างใกล้ชิด


Penguin Expedition (ล่องเรือชมเพนกวิน): ไฮไลท์สุดล้ำที่คุณจะได้นั่งเรือล่องไปบนสายน้ำเย็นฉ่ำ เพื่อชมฝูงเพนกวินกษัตริย์ (King Penguins) และเพนกวินเจนทู (Gentoo Penguins) ท่ามกลางหิมะและน้ำแข็งจำลอง


|
|
Whale Watching Sydney
สัมผัสความยิ่งใหญ่ของยักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทร
ทุกๆ ปี วาฬหลังโหนก (Humpback Whales) นับหมื่นตัวจะอพยพจากแอนตาร์กติกาขึ้นไปทางเหนือเพื่อผสมพันธุ์และตกลูกในน้ำที่อุ่นกว่า และซิดนีย์ก็ตั้งอยู่บนเส้นทางหลักที่เรียกว่า "Humpback Highway" พอดิบพอดี ทำให้เรามีโอกาสเห็นพวกมันได้แบบใกล้ชิดสุดๆ ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับชมปลาวาฬ คือเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม: ช่วงที่วาฬอพยพขึ้นเหนือ (Heading North) คุณจะได้เห็นวาฬตัวเต็มวัยที่แข็งแรงและคึกคัก
เรือจะล่องออกจากอ่าวซิดนีย์ที่เป็นทะเลปิด ออกสู่มหาสมุทรเปิด ซึ่งจะมีคลื่นและลมแรง แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวที่กันลมได้มาได้
|
|
THE GAP
ชมวิวขอบฟ้ากับมหานครซิดนีย์และสัมผัสธรรมชาติอันบริสุทธิ์หน้าหินผากับมหาสมุทรสุดกว้างใหญ่


หน้าผาหินทรายอันสูงชันแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่าน Watsons Bay และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินเขาที่สวยติดอันดับต้นๆ ของออสเตรเลีย
Panoramic Ocean Views: ยืนบนจุดชมวิวเพื่อมองดูเกลียวคลื่นสีครามกระทบหน้าผาหินทรายขนาดใหญ่ ตัดกับท้องฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพที่ทรงพลังและสวยงามมาก
Whale Watching Spot: ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ที่นี่เป็นจุดชมวาฬบนบก (Land-based) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะวาฬมักจะว่ายผ่านหน้าผานี้ในระยะที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
Coastal Walk: มีทางเดินเลียบหน้าผา (Boardwalk) ที่เดินง่าย ปลอดภัย และมีจุดพักถ่ายรูปตลอดทาง คุณจะได้เห็นทั้งฝั่งที่เป็นมหาสมุทรและฝั่งที่เป็นวิวเมืองซิดนีย์ (Skyline) รวมถึงหอคอย Sydney Tower Eye จากระยะไกล
Gap Bluff: พื้นที่สีเขียวบนเนินเขาใกล้ๆ เหมาะสำหรับการนั่งเล่นรับลมทะเล หรือถ่ายรูปสไตล์ Cinematic

ใกล้ๆ จุดนี้จะเป็นที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยและโรแมนติกแห่งหนึ่งของซิดนีย์ ที่จะเห็น Skyline ของซิดนีย์เป็นฉากหน้าและพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ คล้อยตกลงหลังมหานครซิดนีย์ เป็นช่วง Twilight ที่อลังการและน่าประทับใจ



|
|
THE ROCKS
ย้อนเวลาสู่ซิดนีย์ในอดีต ย่านนี้คือ"หัวใจทางประวัติศาสตร์" ที่เก็บรักษาเรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่ชาวยุโรปมาตั้งรกรากในออสเตรเลีย ย่านนี้ตั้งอยู่เชิงสะพาน Harbour Bridge เต็มไปด้วยตึกอิฐเก่าแก่ ทางเดินหินกรวด (Cobblestone) และตรอกซอกซอยที่มีเสน่ห์น่าค้นหาในทุกมุม



George Street & Nurses Walk ถนนสายหลักและตรอกลับๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารหินทรายสไตล์วิกตอเรีย ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารชิคๆ บาร์สุดเก๋ และร้านขายของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว


|
|
Queen Victoria Building (QVB)
ช้อปปิ้งในพระราชวัง ชมสถาปัตยกรรมสุดเลอค่าใจกลางซิดนีย์


ย่านช้อปปิ้งที่เป็นแลนด์มาร์คสุดเก๋ของซิดนีย์ คงไม่มีที่ไหนเทียบได้กับ Queen Victoria Building หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า QVB อาคารสไตล์โรมาเนสก์ (Romanesque Revival) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1898 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ปัจจุบันที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงห้างสรรพสินค้า แต่คือ "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" ที่สายถ่ายรูปและสายช้อปต้องมาเช็กอินให้ได้สักครั้ง



|
| |